ปักกิ่ง
21 ตุลาคม 2548
เทียนอันเหมิน...คนเป็นล้าน
สิงโตตัวเมียหรือตัวผู้..รู้ได้ยังไง?
ประตูเข้าพระราชวังต้องห้าม
คนเขียนรูปด้วยนิ้ว
หยิน..หยาง...
พระราชวังต้องห้าม..
ประวัติยาวเหยียด..
รู้ไหมทำไมไม่มีต้นไม้สักต้น
ตอบ...1.จักรพรรดิ์กลัวคนมาลอบทำร้ายโดนปีนต้นไม้มา
2.คำว่าต้นไม้ในภาษาจีนตรงกับคำว่าอันตรายหรืออะไรสักอย่างนี่แหละ
ถือว่าเป็นลางร้าย...
ต้องแย่งกันไปดูบัลลังก์จักรพรรดิ๋
คนต่างชาติบางคนมีบอดี้การ์ด20คนเพื่อมาดูพระราชวัง
ไปทางไหนก็ต้องกันคนออกไป
เวลาหยุดดูอะไรบอดี้การ์ดต้องหันหน้าออก
แล้วจับตามองคนรอบข้างที่เดินผ่านไป
ฉันว่าดูน่าอันตรายกว่ามาเงียบๆ เสียอีก
ที่นอนของซุสีไทเฮา
ผู้หญิงน่าทึ่งคนหนึ่งของประวัติศาสตร์จีน
สวนสำหรับนางกำนัลทั้งหลายมาหย่อนใจ
เดินไกลมาก
ทั้งหนาวทั้งเหนื่อย
หลังคาสีเหลือง..มีได้แต่จักรพรรดิ์เท่านั้น
ดิน น้ำ ลม ไฟ
ส่วนหนึ่งของพระราชวังฤดูร้อน
เรือหินอ่อนลำเดียวในโลก
แล่นไปไหนไม่ได้
เอาไว้อวดอย่างเดียว
พระราชวังฤดูร้อนในฤดูใบไม้ผลิตอนพระอาทิตย์ตกดิน
.....................................................................................
ปักกิ่ง
22 ตุลาคม 2548
แวะโรงงานหยกก่อนไป
ฉันเดินอยู่สิบห้านาทีก็ไปนอนรอที่รถ
มาทัวร์เหมาแบบนี้ก็มีแต่ต้องจอดที่นักท่องเที่ยว
ว่าแต่..พระยิ้มรูปเขาว่ามีเอาครอบครองจะอารมณ์ดี
แต่เห็นราคาแล้วอารมณ์วูบ
กำแพงเมืองจีน...
ที่ตลกคืออีกข้างหนึ่งเป็นกำแพงปลอมที่รัฐบาลจีนสร้างรองรับนักท่องเที่ยว
ใครจะอยากขึ้นของเทียมกัน?
ปี 2000 คู่รัก 1000 คู่มาแต่งงานที่นี่
เอาแม่กุญแจมาคล้องไว้กับโซ่
เป็นเหมือนห่วงคล้องใจ
โยนกุญแจทิ้งไป
แปลว่าจะไม่มีใครมาพรากเราจากกัน
......อืมมมมม
ฉันพยายามจะเดินขึ้นให้ถึงยอด
แต่บันไดที่มันไม่เท่ากัน
และความชันที่ไม่เหมือนใคร
ทำเอาฉันเหงื่อตกตั้งแต่ก้าวที่สี่
ตอนแรกว่าจะล้มเลิกความตั้งใจ
แต่พ่อของใครบางคนบอกว่าเราต้องทำให้ได้
ฉันเลยฮึด...ด้วยอารมธ์กลัวเสียหน้าหรือเปล่าไม่รู้
เดิน เดิน เดิน
สุดท้ายฉันก็รู้ว่ามิตรภาพที่หายไป
มันกลับมาระหว่างทางนี่เอง
(หมายถึงระหว่างพ่อเขาและฉัน
ไม่ใช่เขาคนโน้น..ที่ฉันลืมไปแล้ว)
ศาลาน้อยกับใบไม้เปลี่ยนสี
ฉันเคยบอกไปหรือยังว่า
ฉันชอบดูใบไม้เวลามันมีหลายๆ สี
ฉันยืนดูอยู่นาน (เป็นข้ออ้างที่จะได้ไม่ต้องเดินต่อ)
มองกลับไปอีกที...
เห็นป้อมอันไกลๆ โน้นไหมคะ
นั่นแหละค่ะ..ความภูมิใจ..
เดินลากตัวเองขึ้นไปถึงนั่นได้
เดินกลับลงมาเห็นทหารหน้าตาบ๊องแบ๊ว
โถ...ยืนเฝ้ามานานเท่าไหร่แล้วเนี่ย..
แวะFriendship Store
อย่าหลวมตัวซื้อของจากที่นี่เชียว
แพงยิ่งกว่าราคาที่บอกตามตลาดอีก
ต่อก็ไม่ได้อีกต่างหาก
ฉันได้เรียนรู้ว่าการจะซื้อของที่นี่
ต้องต่ออย่างน้อย 70%
บางคนเขาบอกว่าน้อยไป
นั่นสิ...
ฉันถามราคากระเป๋าใบนึง 650 หยวน
ทายสิว่าต่อเหลือเท่าไหร่?
....
35 ค่ะ ท่าน
งงตัวเองว่าทำได้ไง
มาดูสุสานราชวงศ์หมิง
เด็กคนนี้นั่งอยู่คนเดียว
แล้วก็ร้องไห้
มีแต่คนยืนมอง
สุสานนี้ใหญ่มาก
ตั้งตามฮวงจุ้ยเป๊ะ
มีจักรพรรดิ์สิบสามองค์ฝังไว้ใกล้ๆ กัน
(ที่ว่าใกล้นี่เนื้อที่หลายพันไร่)
ยังไม่รวมที่ฝังของนางกำนัลทั้งหลาย
บางคนยังไม่ได้อยากตาย..ยังถูกฝังเลย
เดินขึ้นไปข้างบนไปดูป้ายหลุมศพ
แล้วได้รู้ว่าจริงๆ แล้วพระศพอยู่ใต้เท้าเราลึกลงไปหลายสิบเมตร
ขากลับแวะดู Acrobatics Show
ภาษาไทยว่าอะไรหนอ?
กายกรรม เปียงยางหรือเปล่า?
เป็นโชว์ที่น่าทึ่งมาก
ใครมาปักกิ่งควรมาดูของแท้
จบวันนี้ด้วยภาพเมื่อวาน
ฉันเก็บมาได้จากพระราชวังต้องห้าม
ไม่บรรยายดีกว่า...
.....................................................................................
ปักกิ่ง
23-27 ตุลาคม 2548
เนื่องจากวันหลังๆ ฉันเริ่มทำงานแล้ว
เลยไม่มีเวลาถ่ายรูปทำอะไรเท่าไหร่
เลยเอารูปเก็บตกตามข้างทางมาฝากแทน
เอาไว้รอวันสุดท้ายมีรูปกำแพงเมืองจีนอีกด้านหนึ่งมาให้ดู
มีคนหาว่าฉันบ้า
ไปกำแพงเมืองจีนสองทีในการไปปักกิ่งเที่ยวเดียว
แหม..แค่คนไปด้วยก็ต่างกันแล้ว...
กายกรรม ปักกิ่ง...
ตู้จดหมายสีเขียว
ไม่มีเวลาส่งโปสการ์ดหาใครเท่าไหร่
บางคนได้แค่โปสการ์ดเปล่าตีตราเท่านั้น
เขาว่าเขาขายยาจีน
สรรพคุณยาวเหยียด
มาปักกิ่งต้องกินเป็ดปักกิ่ง
หนังเป็ดเกรียมๆ กรอบ
สั่งมาสองตัว
ไม่ถึงเจ็ดนาที
เหลือแต่จานรูปเป็ด
(ยังดีที่ถ่ายรูปมาทัน)
ทำแป้งอะไรสักอย่าง
อยากลองกิน
แต่อิ่มมาจากเป็ดปักกิ่ง
หมั่นโถวข้างทาง
หนุ่มตี๋สองคนมองคนหน้าแปลกถ่ายรูป
มองไปมองมา เลยเล่นกล้องเสียเลย
สาวจีนสองคนนี้ยิ้มไม่ค่อยได้
เพราะเจ้าของร้านมองอยู่
สงสัยมีนโยบายห้ามยิ้ม
ค่ำคืน ดึกดื่น หนาวสั่นแค่ไหน
จักรยานก็ครองเมืองปักกิ่ง
ระบบขนส่งทันสมัย ใช้คนฉีกตั๋วก่อนเดินเข้าสถานี
สามหยวน(15บาท) ทั้งสาย ง่ายดี ไม่ยุ่งยาก
เด็กคนนี้ไม่ใส่ผ้าอ้อม
เพราะมีรูสะดวกทุกเวลา
(ตอนแรกนึกว่ากางเกงขาด
เกือบวิ่งไปเตือน
แต่มีคนบอกว่าเอาไว้สำหรับขับถ่ายจริงๆ)
โปสเตอร์ใบนี้ติดไว้ที่ออฟฟิศสาขาปักกิ่ง
ฉันทายว่าเป็นการต่อต้านการค้าเด็กผู้หญิง
หรือเกี่ยวกับความรุนแรงอะไรสักอย่าง
ใครรู้ภาษาจีนช่วยหน่อย
บรรยากาศการทำงานและห้องประชุม
คนต่างชาติรวมกัน20กว่าคน
มาจาก10ประเทศ
ฉันเป็นคนไทยคนเดียว
คิดถึงภาษาไทยแทบแย่
ไปแถลงข่าวที่ผับอังกฤษ
คนที่มาจากอังกฤษบ่นเกลียว
อุตส่าห์ข้ามน้ำข้ามทะเลมา
สุดท้ายมาเข้าผับบ้านตัวเอง
สาวสิงคโปร์กับหนุ่มฝรั่งเศส
กับอาหารจีนจานด่วน
คนจีนบ่นว่าไม่อร่อย ไร้รสชาติ
ในขณะที่คนต่างชาติบอกว่า อร่อยหลาย
หนุ่มออสเตรเลียทำงานอยู่อัฟกานิสถาน
หน้าตาเลยกลายพันธุ์เป็นแขกขาวไปแล้ว
เขาให้เหตุผลที่ไปทำงานที่นี่ว่า
เขามาจากเมลเบิร์นซึ่งเป็นเมืองที่สวยที่สุด
เขาอยากไปทำงานในประเทศที่ยากแค้นที่สุดบ้าง
ตอนแรกเลือกปาปัวนิกินี
แต่ไม่มีใครรับ...สงสัยหน้าตาจะให้ที่อัฟกานิสถานมากกว่า
.....................................................................................
กำแพงเมืองจีน
28 ตุลาคม 2548
ปักกิ่ง..วันสุดท้าย
เนื่องจากมีคนเจ็ดคนต้องกลับประเทศตัวเองวันนี้ตอนห้าโมง
และมีเวลาวันเดียวที่จะดูปักกิ่ง
เขาเลยตัดสินใจกันจะไปเที่ยวกำแพงเมืองจีน
ฉันไปมาแล้วเมื่อวันก่อน
ก็เลยไม่ตื่นเต้นเท่าไหร่
แต่สองคนในเจ็ดบอกว่า
สิ่งสำคัญของการไปกำแพงเมืองจีน
คือคนที่ไปด้วย...
ไม่รู้อีกเมื่อไหร่จะได้เจอกัน
แล้วไปกำแพงเมืองจีนกับเพื่อนเนี่ย...ไม่ควรพลาด
ไม่รู้ฉันหลงคารมอะไร
เลยกลายเป็นคนบ้า (ในสายตาคนบางคน)
"ยัยนี่ไปกำแพงเมืองจีนสองครั้งในการเที่ยวปักกิ่งครั้งเดียว"
นี่เป็นเหตุผลที่ทำให้ฉันบังคับตัวเองตื่นตอนตีห้า
เพื่อให้เที่ยวทันและกลับมาขึ้นเครื่องตอนห้าโมงเย็น
หลังจากนั่งหลับในรถมาเกือบสองชั่วโมง
เราก็มายืนหน้าง่วงกันหน้าป้าย
เรามีเวลาไม่มาก
การเดินขึ้นใช้เวลานานเกินไป
เลยต้องหาด้านที่มี cable carขึ้น
บางคนยังอิดเอื้อนอยากลองเดิน
ฉันลิ้มรสการเดินขึ้นมาแล้ว
เลยไม่ลังเลที่จะนั่งcable car
แปดโมงกว่าๆ ฟ้ายังไม่สว่าง
เราเป็นกลุ่มแรกที่ขึ้นมาเยี่ยมกำแพงเมืองจีนวันนี้
ไม่มีคนเลย...ตอนแรกฉันนึกว่าตรงนี้เป็นที่ที่คนไม่ค่อยมี
แต่จริงๆแล้วเป็นเพราะเรามาเช้ามากจริง
อากาศหนาวเป็นสองเท่าของข้างล่าง
ยังดีที่มีแดดเลยวิ่งได้เดินได้สบายใจ
ฉันเดินเอามือลูบกำแพงแล้วหลับตา
ความยิ่งใหญ่บางนี้..ฉันสัมผัสเป็นครั้งที่สองในชีวิต
บังคลาเทศ เนปาล อัฟกานิสถาน-ออสเตรเลีย
อิตาลี ปากีสถาน ไทย กัมพูชา
The Great Wall...Once in a life time!
หนุ่มเนปาลใจกล้า
อยากได้รูปสวยๆ กับฟ้าใสๆ บนกำแพงใหญ่ๆ 
แต่ไม่ต้องปีนขึ้นไปบนกำแพงก็ได้รูปฟ้าเหมือนกัน
....สุดตา....
ฉันชอบการเดินบนกำแพงแบบไม่มีคนจริงๆ
หนุ่มอิตาลีคนนี้ก็ชอบเหมือนกัน
เดินไปร้องเพลงไป
ลงมาเจอที่ขายของ
เสื้อยืดสองตัว หนึ่งดอลล่าร์
แต่ถ้าจ่ายเป็นเงินหยวนแพงกว่า
แพนเค้ก Great Wall
แป้งทอดใส่ใข่ ใส่แป้งกรอบ ใส่ซอส ใส่ผักชีโรยหน้า
อาหารเช้าก่อนกลับ
ตอนแรกบอกว่า 50 หยวน
หนอยแน่ะ..กะจะเอาเปรียบคนหิวข้าวแต่เช้า
สุดท้ายเหลือ 5 หยวน
ค่อยน่ากินหน่อย
(แม้ว่าคนท้องถิ่นจะจ่ายถูกกว่านี้เยอะก็ตาม) 
ตอนแรกเราว่าจะแบ่งกันกิน
แต่พอได้ลิ้มลองคนบางคนต้องวิ่งกลับไปซื้อของตัวเอง
สรุปว่าการเดินทางครั้งนี้
ฉันมีความสุขมาก
เรียกได้ว่าฉันมีความสุขกับตัวเอง
และการได้คุยกับเพื่อนใหม่ๆ
สนุกกับการใช้ภาษามือสื่อสาร
สนุกกับการต่อของ
สนุกกับความสวยงามรอบๆ
และมองโลกกว้างขึ้น
ฉันว่าฉันกลับมาเป็นคนเดิมแล้วล่ะ
ดีใจจริงๆ