2009/Jan/04

ฮานอย

ฮานอยเป็นเมืองที่ฉันอยากไปมาตั้งนานแล้ว เพราะอยากเจอเพื่อน อยากอยู่ในที่อากาศหนาวๆ แบบเหงาๆ และเพราะตั๋วเครื่องบินถูก ก็เลยบินข้ามประเทศมาอยู่ที่นี่สักสี่ห้าวัน


ทะเลสาบ Hoan Kiem
 Lake of the Returned Sword กับตำนานเอายาวนาน

ฉันมีเพื่อนสองสามคนอยู่ที่นี่ เขาเลยให้คำแนะนำดีๆ ไว้เยอะแยะเกี่ยวกับการมาเที่ยว มาอยู่ มาใช้เงินที่นี่ ข้อที่หนึ่งคือ เมื่อลงจากเครื่องแล้ว ให้เดินไปขึ้นรถบัสของแอร์พอร์ทราคาสองเหรียญสหรัฐ ถ้าใช้แท็กซี่ธรรมดา ราคาจะอยู่ที่สิบเหรียญ ฉันเดินไปที่เคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ หนุ่มหน้าตี๋ใจดีบอกว่าให้ขึ้นรถบัสแสนสบาย เสร็จแล้วลงเดินไปโรงแรมได้ เพราะใกล้กันนิดเดียว แถมบอกอีกว่าอย่าไปฟังเสียงคนขับแถวๆ ที่รถจะจอดเพราะโรงแรมเดินไปได้

พอเดินออกจากตัวตึกฉันก็เดินไปที่รถบัสคันโตที่จอดเรียงกันอยู่ ไม่สนใจเสียงเรียกรอบข้างที่พยายามให้ไปนั่งรถตู้ พอไปถึงรถบัส คนขับทำหน้างงเมื่อฉันถามว่าจะไปในเมืองหรือเปล่า เขาส่ายหน้าแล้วชี้ไปที่รถตู้ อ้าว ก็ฉันจะไป airport bus ไม่ได้จะไปรถตู้เสียหน่อย คนขับรถตู้เห็นท่าทางยัยเพิ้งนี่เข้าก็เดินมาบอกว่า ยู..ไอ้รถตู้นี่แหละเขาเรียก airport bus!

หลังจากจ่ายเงินเรียบร้อยก็นั่งสงบเสงี่ยมมาตลอดทาง คนขับบอกว่าจะไปจอดที่สำนักงานของเวียดนามแอร์ไลน์ ฝรั่งที่นั่งข้างหน้า โทรหาคนโน้นคนนี้ตลอดทางด้วยเรื่องราวเดิมๆ คือเขาไปพักร้อนที่กรุงเทพ และกลับมาก่อน...ใช่ๆ..กลับมาก่อน เพราะไม่ได้ดูตั๋วว่ากลับวันนี้ แล้วเผอิญเปิดดูเมื่อคืนถึงพึ่งเห็นว่าเป็นวันนี้เลยต้องกลับมา แล้วจะเริ่มทำงานวันเสาร์นะ วันนี้ยังเข้าไปไม่ได้เพราะว่า มีหลายเรื่องต้องทำ ทำไปธนาคาร ต้องไปตลาด แล้วก็เอาผ้าไปซักด้วย ..สรุปแล้วคนทั้งรถนั่งฟังเขาจ้อเรื่องต้องกลับมาก่อนเพราะดูตั๋วผิดไป แปดรอบ จนฝรั่งผู้หญิงอีกคนที่นั่งข้างฉันนั่งหัวเราะออกมาโดยไม่ปิดบัง

ฉันนั่งง่วงหาวมาตลอดเพราะเมื่อคืนดึกไปหน่อย (คนบางคนอยากเจอกันก่อนที่จะฉันหนีไปเที่ยว แล้วมาเล่นกับความรู้สึกฉันอีกแล้ว...คอยดูเถอะ..ฉันหาเหตุผลดีๆ ให้ตัวเองได้เมื่อไหร่ ฉันจะหนีและหายตัวไปเหมือนกัน)  หลังจากนั่งหลับๆ ตื่นๆ มาตลอดทาง รถก็จอดหน้าตึกใหญ่ๆ ฝรั่งคุยโทรศัพท์กระโดดลง ฉันก็กระโดดลงตาม เอากระเป๋าออกมาเรียบร้อย..เอ๊ะ..ทำไมคนอื่นยังอยู่บนรถล่ะ ..ลังเลอยู่สองวินาทีว่าฉันอาจจะลงผิดที่ รถก็แล่นออกไปแล้ว หันมองตัวตึกอีกที..อ้าว..นี่มันสถานีรถไฟนี่นา

คนขับรถสารพัดชนิดเริ่มเข้ามารุมผู้หญิงหน้าแปลกกับเป้ใบโต ฉันเลยต้องทำฟอร์มว่าฉันรู้น่าว่าฉันจะไปไหน แล้วก็เดินข้ามถนนไปตั้งหลักสามร้อยเมตร ก่อนหยิบแผนที่ขึ้นมาดู โอ้โห..มันห่างจากโรงแรมที่ฉันจะพักตั้งหลายเลี้ยว เดินไม่ไหวแน่ๆ ต้องนั่งมอเตอร์ไซค์ เลยเดินกลับมาแบบเหนียมอายหาคนขับที่หน้าตาซื่อที่สุดตอนนั้น ตกลงราคากัน (ซึ่งฉันไม่ได้ต่อเพราะยังงงกับการคำนวณเงิน) แล้วเขาก็พามาถึงโรงแรม

ฉันเข้าห้องเรียบร้อยก็ตัดสินใจออกไปเดินเล่นและหาอะไรกิน ฉันเริ่มด้วยการมองตามข้างถนนในร้านที่มีคนเวียดนามกินอยู่ แต่เวลานั้นไม่ใช่เวลากินของเขา ร้านเลยว่าง ฉันเดินเข้าไปด้วยสายตาลังเล แล้วถามว่าเท่าไหร่ เขาหยิบแบงก์สองใบขึ้นมาให้ดูว่าเท่านี้ ฉันก็เข้าไปนั่งเก้าอี้เตี้ยบนพื้นที่เต็มไปด้วยกระดูกไก่ อันเป็นสัญญาณว่าไก่ร้านนี้ต้องแทะถึงกระดูก


มื้อแรกที่ฮานอย

ก๋วยเตี๋ยวไก่ร้านนี้ชามโตใส่หน่อไม้และผักที่ฉันไม่คุ้น แต่น้ำซุปอร่อยเหลือเกิน

ฉันเดินไปมารอบทะเลสาบแวะถ่ายรูปคนโน้นคนนี้ และที่โน้นที่นี่


เวลาบ่ายกว่าๆ ทั้งหนาวทั้งมัว


The Huc bridge or "where the sun light is absorbed"


"Ta Thien Thanh" or "write on blue sky" 


ส่งของให้ดวงวิญญาณ


เวลาเล่น

แล้วเดินกลับมาแหล่งขายผ้าไหม เจอร้านขายดีวีดีร้านแรกมีแต่ series ที่ฉันชอบทั้งนั้น เลยแวะถามอยู่สองชั่วโมง..ได้DVD มาห้าสิบกว่าแผ่น (บางเรื่องก็ซื้อทั้ง set ทุก season) DVD ที่นี่ถูกกว่าเมืองไทยหลายบาท ตกแผ่นละสองเหรียญ แถมเจ้าของยังลดให้อีกหลายสิบเหรียญเพราะซื้อเยอะเหลือเกิน

ตกเย็นฉันเจอเพื่อนเวียดนามเลยเล่าไปด้วยความภูมิใจว่าได้ซื้อของถูก เพื่อนตอบว่า “เอ่อ..ที่จริงแล้ว dvd ที่นี่แผ่นละเหรียญเดียวเท่านั้นเองนะ!!!” โธ่..นึกว่าได้ของถูกแล้วนะเนี่ย


เท๋าและเด๋า..สามีภรรยาชาวเวียดนาม..เพื่อนฉันเอง

เพื่อนฉันเป็นคู่สามีภรรยาที่น่าชื่นชม ความจริงคุณสามีต้องไปทำงานที่โฮจิมินห์ซิตี้ แต่จะต้องทิ้งลูกกับเพื่อนฉันไว้ที่ฮานอยและจะมีโอกาสเจอหน้ากันแค่ปีละสอง ครั้งเท่านั้น เขาเลยตัดสินใจด้วยความลำบากใจหลังจากคิดกับภรรยาอยู่หลายวันว่าลาออกดีกว่า แล้วหางานใหม่ทำที่ฮานอย เพื่อที่จะได้อยู่กับครอบครัวพร้อมหน้า


โต้ลมหนาว

เท๋าและเด๋ามารับฉันไปกินข้าวที่ร้านอาหารเวียดนามร้านหนึ่ง อาหารอร่อยมากจนพุงกาง เท่านั้นยังไม่พอ เขายังขี่มอเตอร์ไซค์พาฉันไปกินขนมหวานเวียดนาม ที่ทำเอาฉันติดใจและต้องกินทุกคืน ฉันว่าฉันกลับไปจะเอาสูตรไปเปิดร้านทำบ้าง


ของหวานฮานอย

ดึกกว่านั้นหน่อยเลียร์พาฉันไปเจอColin เพื่อนที่เจอกันปีที่แล้วจากญาติฉัน เหนื่อยก็เหนื่อยแต่ต้องไปเพราะเธออยากเจอเพื่อน จะปล่อยไปคนเดียวก็เป็นห่วงเกินไป แท็กซี่พาเราหลงทางเพราะดันพูดชื่อถนนเพี้ยนไป จาก  หึ้ง ด๋าว เป็น หัง ดาว งานนี้เลยรู้ว่าภาษาเวียดนามยากกว่าไทยอีก (ก็ผันได้ตั้ง 6 เสียง)

เจอ เพื่อน ดื่ม คุย ง่วง ถ่ายรูป แล้วเดินกลับที่พัก ระหว่างทางแวะกินขนมปังใส่ไส้ (ฉันเรียกเคบับ แต่คนอื่นเรียกอะไรไม่รู้) กลับมาถึงตาก็ปิดตั้งแต่ยังไม่ทันขึ้นเตียง


ร้านขนมปัง ก่อนกลับโรงแรม..เปิดดึกมาก


ตีหนึ่งแล้ว ยัยนี่ยังกินอยู่

การมาเจอเพื่อนเก่าที่นี่ทำให้ฉันนึกถึงวันเวลาที่ผ่านไป มันผ่านไปเร็วเหลือเกิน ปีที่แล้วเท๋ามาอยู่เมืองไทยตั้งหกเดือน เจอกันอีกทีเมื่อสามเดือนผ่านไป ปีที่แล้วเจอกับColin ตอนตุลา สี่เดือนผ่านไป..มาเจอกันอีก..อะไรบางอย่างก็เปลี่ยนไป เวลามักเล่นตลกเสมอ..หรือคนเราเองที่เล่นตลกกับเวลา?

คืนนี้ฉันนอนหลับฝันสบาย ..ฉันฝันว่าฉันอยู่ฮานอย...เอ๊ะ..หรือว่าฉันไม่ได้ฝันไป?           

ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
Captcha:  คอมเมนต์:


smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

<< Home