2009/Jan/04

next trip

กลับมาแล้ว
ยังอิ่มสุขอยู่
แต่ต้องเก็บกระเป๋าเดินทางต่อ

ไปพม่าคราวนี้ ไม่ได้ไปแค่ชายแดนเหมือนหลายๆ ปีที่ผ่านมา
จะได้เข้าถึงประเทศพม่าจริงๆ เสียที


เอารูปจากเนปาลมาให้ดู 2 รูป แก้เหงา





ปล. ขออภัยไม่มีเวลาทำให้รูปเล็กกว่านี้

สรุปว่าเป็นการเดินทางที่มีความสุขมากๆ
ฉันต้องกลับไปดูหิมาลัยให้ชัดกว่านี้แน่นอน

edit @ 4 Jan 2009 20:04:19 by Little Tomato

2009/Jan/04

ฮานอย

ฮานอยเป็นเมืองที่ฉันอยากไปมาตั้งนานแล้ว เพราะอยากเจอเพื่อน อยากอยู่ในที่อากาศหนาวๆ แบบเหงาๆ และเพราะตั๋วเครื่องบินถูก ก็เลยบินข้ามประเทศมาอยู่ที่นี่สักสี่ห้าวัน


ทะเลสาบ Hoan Kiem
 Lake of the Returned Sword กับตำนานเอายาวนาน

ฉันมีเพื่อนสองสามคนอยู่ที่นี่ เขาเลยให้คำแนะนำดีๆ ไว้เยอะแยะเกี่ยวกับการมาเที่ยว มาอยู่ มาใช้เงินที่นี่ ข้อที่หนึ่งคือ เมื่อลงจากเครื่องแล้ว ให้เดินไปขึ้นรถบัสของแอร์พอร์ทราคาสองเหรียญสหรัฐ ถ้าใช้แท็กซี่ธรรมดา ราคาจะอยู่ที่สิบเหรียญ ฉันเดินไปที่เคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ หนุ่มหน้าตี๋ใจดีบอกว่าให้ขึ้นรถบัสแสนสบาย เสร็จแล้วลงเดินไปโรงแรมได้ เพราะใกล้กันนิดเดียว แถมบอกอีกว่าอย่าไปฟังเสียงคนขับแถวๆ ที่รถจะจอดเพราะโรงแรมเดินไปได้

พอเดินออกจากตัวตึกฉันก็เดินไปที่รถบัสคันโตที่จอดเรียงกันอยู่ ไม่สนใจเสียงเรียกรอบข้างที่พยายามให้ไปนั่งรถตู้ พอไปถึงรถบัส คนขับทำหน้างงเมื่อฉันถามว่าจะไปในเมืองหรือเปล่า เขาส่ายหน้าแล้วชี้ไปที่รถตู้ อ้าว ก็ฉันจะไป airport bus ไม่ได้จะไปรถตู้เสียหน่อย คนขับรถตู้เห็นท่าทางยัยเพิ้งนี่เข้าก็เดินมาบอกว่า ยู..ไอ้รถตู้นี่แหละเขาเรียก airport bus!

หลังจากจ่ายเงินเรียบร้อยก็นั่งสงบเสงี่ยมมาตลอดทาง คนขับบอกว่าจะไปจอดที่สำนักงานของเวียดนามแอร์ไลน์ ฝรั่งที่นั่งข้างหน้า โทรหาคนโน้นคนนี้ตลอดทางด้วยเรื่องราวเดิมๆ คือเขาไปพักร้อนที่กรุงเทพ และกลับมาก่อน...ใช่ๆ..กลับมาก่อน เพราะไม่ได้ดูตั๋วว่ากลับวันนี้ แล้วเผอิญเปิดดูเมื่อคืนถึงพึ่งเห็นว่าเป็นวันนี้เลยต้องกลับมา แล้วจะเริ่มทำงานวันเสาร์นะ วันนี้ยังเข้าไปไม่ได้เพราะว่า มีหลายเรื่องต้องทำ ทำไปธนาคาร ต้องไปตลาด แล้วก็เอาผ้าไปซักด้วย ..สรุปแล้วคนทั้งรถนั่งฟังเขาจ้อเรื่องต้องกลับมาก่อนเพราะดูตั๋วผิดไป แปดรอบ จนฝรั่งผู้หญิงอีกคนที่นั่งข้างฉันนั่งหัวเราะออกมาโดยไม่ปิดบัง

ฉันนั่งง่วงหาวมาตลอดเพราะเมื่อคืนดึกไปหน่อย (คนบางคนอยากเจอกันก่อนที่จะฉันหนีไปเที่ยว แล้วมาเล่นกับความรู้สึกฉันอีกแล้ว...คอยดูเถอะ..ฉันหาเหตุผลดีๆ ให้ตัวเองได้เมื่อไหร่ ฉันจะหนีและหายตัวไปเหมือนกัน)  หลังจากนั่งหลับๆ ตื่นๆ มาตลอดทาง รถก็จอดหน้าตึกใหญ่ๆ ฝรั่งคุยโทรศัพท์กระโดดลง ฉันก็กระโดดลงตาม เอากระเป๋าออกมาเรียบร้อย..เอ๊ะ..ทำไมคนอื่นยังอยู่บนรถล่ะ ..ลังเลอยู่สองวินาทีว่าฉันอาจจะลงผิดที่ รถก็แล่นออกไปแล้ว หันมองตัวตึกอีกที..อ้าว..นี่มันสถานีรถไฟนี่นา

คนขับรถสารพัดชนิดเริ่มเข้ามารุมผู้หญิงหน้าแปลกกับเป้ใบโต ฉันเลยต้องทำฟอร์มว่าฉันรู้น่าว่าฉันจะไปไหน แล้วก็เดินข้ามถนนไปตั้งหลักสามร้อยเมตร ก่อนหยิบแผนที่ขึ้นมาดู โอ้โห..มันห่างจากโรงแรมที่ฉันจะพักตั้งหลายเลี้ยว เดินไม่ไหวแน่ๆ ต้องนั่งมอเตอร์ไซค์ เลยเดินกลับมาแบบเหนียมอายหาคนขับที่หน้าตาซื่อที่สุดตอนนั้น ตกลงราคากัน (ซึ่งฉันไม่ได้ต่อเพราะยังงงกับการคำนวณเงิน) แล้วเขาก็พามาถึงโรงแรม

ฉันเข้าห้องเรียบร้อยก็ตัดสินใจออกไปเดินเล่นและหาอะไรกิน ฉันเริ่มด้วยการมองตามข้างถนนในร้านที่มีคนเวียดนามกินอยู่ แต่เวลานั้นไม่ใช่เวลากินของเขา ร้านเลยว่าง ฉันเดินเข้าไปด้วยสายตาลังเล แล้วถามว่าเท่าไหร่ เขาหยิบแบงก์สองใบขึ้นมาให้ดูว่าเท่านี้ ฉันก็เข้าไปนั่งเก้าอี้เตี้ยบนพื้นที่เต็มไปด้วยกระดูกไก่ อันเป็นสัญญาณว่าไก่ร้านนี้ต้องแทะถึงกระดูก


มื้อแรกที่ฮานอย

ก๋วยเตี๋ยวไก่ร้านนี้ชามโตใส่หน่อไม้และผักที่ฉันไม่คุ้น แต่น้ำซุปอร่อยเหลือเกิน

ฉันเดินไปมารอบทะเลสาบแวะถ่ายรูปคนโน้นคนนี้ และที่โน้นที่นี่


เวลาบ่ายกว่าๆ ทั้งหนาวทั้งมัว


The Huc bridge or "where the sun light is absorbed"


"Ta Thien Thanh" or "write on blue sky" 


ส่งของให้ดวงวิญญาณ


เวลาเล่น

แล้วเดินกลับมาแหล่งขายผ้าไหม เจอร้านขายดีวีดีร้านแรกมีแต่ series ที่ฉันชอบทั้งนั้น เลยแวะถามอยู่สองชั่วโมง..ได้DVD มาห้าสิบกว่าแผ่น (บางเรื่องก็ซื้อทั้ง set ทุก season) DVD ที่นี่ถูกกว่าเมืองไทยหลายบาท ตกแผ่นละสองเหรียญ แถมเจ้าของยังลดให้อีกหลายสิบเหรียญเพราะซื้อเยอะเหลือเกิน

ตกเย็นฉันเจอเพื่อนเวียดนามเลยเล่าไปด้วยความภูมิใจว่าได้ซื้อของถูก เพื่อนตอบว่า “เอ่อ..ที่จริงแล้ว dvd ที่นี่แผ่นละเหรียญเดียวเท่านั้นเองนะ!!!” โธ่..นึกว่าได้ของถูกแล้วนะเนี่ย


เท๋าและเด๋า..สามีภรรยาชาวเวียดนาม..เพื่อนฉันเอง

เพื่อนฉันเป็นคู่สามีภรรยาที่น่าชื่นชม ความจริงคุณสามีต้องไปทำงานที่โฮจิมินห์ซิตี้ แต่จะต้องทิ้งลูกกับเพื่อนฉันไว้ที่ฮานอยและจะมีโอกาสเจอหน้ากันแค่ปีละสอง ครั้งเท่านั้น เขาเลยตัดสินใจด้วยความลำบากใจหลังจากคิดกับภรรยาอยู่หลายวันว่าลาออกดีกว่า แล้วหางานใหม่ทำที่ฮานอย เพื่อที่จะได้อยู่กับครอบครัวพร้อมหน้า


โต้ลมหนาว

เท๋าและเด๋ามารับฉันไปกินข้าวที่ร้านอาหารเวียดนามร้านหนึ่ง อาหารอร่อยมากจนพุงกาง เท่านั้นยังไม่พอ เขายังขี่มอเตอร์ไซค์พาฉันไปกินขนมหวานเวียดนาม ที่ทำเอาฉันติดใจและต้องกินทุกคืน ฉันว่าฉันกลับไปจะเอาสูตรไปเปิดร้านทำบ้าง


ของหวานฮานอย

ดึกกว่านั้นหน่อยเลียร์พาฉันไปเจอColin เพื่อนที่เจอกันปีที่แล้วจากญาติฉัน เหนื่อยก็เหนื่อยแต่ต้องไปเพราะเธออยากเจอเพื่อน จะปล่อยไปคนเดียวก็เป็นห่วงเกินไป แท็กซี่พาเราหลงทางเพราะดันพูดชื่อถนนเพี้ยนไป จาก  หึ้ง ด๋าว เป็น หัง ดาว งานนี้เลยรู้ว่าภาษาเวียดนามยากกว่าไทยอีก (ก็ผันได้ตั้ง 6 เสียง)

เจอ เพื่อน ดื่ม คุย ง่วง ถ่ายรูป แล้วเดินกลับที่พัก ระหว่างทางแวะกินขนมปังใส่ไส้ (ฉันเรียกเคบับ แต่คนอื่นเรียกอะไรไม่รู้) กลับมาถึงตาก็ปิดตั้งแต่ยังไม่ทันขึ้นเตียง


ร้านขนมปัง ก่อนกลับโรงแรม..เปิดดึกมาก


ตีหนึ่งแล้ว ยัยนี่ยังกินอยู่

การมาเจอเพื่อนเก่าที่นี่ทำให้ฉันนึกถึงวันเวลาที่ผ่านไป มันผ่านไปเร็วเหลือเกิน ปีที่แล้วเท๋ามาอยู่เมืองไทยตั้งหกเดือน เจอกันอีกทีเมื่อสามเดือนผ่านไป ปีที่แล้วเจอกับColin ตอนตุลา สี่เดือนผ่านไป..มาเจอกันอีก..อะไรบางอย่างก็เปลี่ยนไป เวลามักเล่นตลกเสมอ..หรือคนเราเองที่เล่นตลกกับเวลา?

คืนนี้ฉันนอนหลับฝันสบาย ..ฉันฝันว่าฉันอยู่ฮานอย...เอ๊ะ..หรือว่าฉันไม่ได้ฝันไป?           

2006/Jan/31

ปักกิ่ง
21 ตุลาคม 2548



เทียนอันเหมิน...คนเป็นล้าน


สิงโตตัวเมียหรือตัวผู้..รู้ได้ยังไง?


ประตูเข้าพระราชวังต้องห้าม


คนเขียนรูปด้วยนิ้ว
หยิน..หยาง...


พระราชวังต้องห้าม..
ประวัติยาวเหยียด..
รู้ไหมทำไมไม่มีต้นไม้สักต้น
ตอบ...1.จักรพรรดิ์กลัวคนมาลอบทำร้ายโดนปีนต้นไม้มา
2.คำว่าต้นไม้ในภาษาจีนตรงกับคำว่าอันตรายหรืออะไรสักอย่างนี่แหละ
ถือว่าเป็นลางร้าย...


ต้องแย่งกันไปดูบัลลังก์จักรพรรดิ๋


คนต่างชาติบางคนมีบอดี้การ์ด20คนเพื่อมาดูพระราชวัง
ไปทางไหนก็ต้องกันคนออกไป
เวลาหยุดดูอะไรบอดี้การ์ดต้องหันหน้าออก
แล้วจับตามองคนรอบข้างที่เดินผ่านไป
ฉันว่าดูน่าอันตรายกว่ามาเงียบๆ เสียอีก


ที่นอนของซุสีไทเฮา
ผู้หญิงน่าทึ่งคนหนึ่งของประวัติศาสตร์จีน


สวนสำหรับนางกำนัลทั้งหลายมาหย่อนใจ


เดินไกลมาก
ทั้งหนาวทั้งเหนื่อย


หลังคาสีเหลือง..มีได้แต่จักรพรรดิ์เท่านั้น
ดิน น้ำ ลม ไฟ


ส่วนหนึ่งของพระราชวังฤดูร้อน


เรือหินอ่อนลำเดียวในโลก
แล่นไปไหนไม่ได้
เอาไว้อวดอย่างเดียว


พระราชวังฤดูร้อนในฤดูใบไม้ผลิตอนพระอาทิตย์ตกดิน


.....................................................................................

ปักกิ่ง
22 ตุลาคม 2548


แวะโรงงานหยกก่อนไป
ฉันเดินอยู่สิบห้านาทีก็ไปนอนรอที่รถ
มาทัวร์เหมาแบบนี้ก็มีแต่ต้องจอดที่นักท่องเที่ยว
ว่าแต่..พระยิ้มรูปเขาว่ามีเอาครอบครองจะอารมณ์ดี
แต่เห็นราคาแล้วอารมณ์วูบ


กำแพงเมืองจีน...
ที่ตลกคืออีกข้างหนึ่งเป็นกำแพงปลอมที่รัฐบาลจีนสร้างรองรับนักท่องเที่ยว
ใครจะอยากขึ้นของเทียมกัน?


ปี 2000 คู่รัก 1000 คู่มาแต่งงานที่นี่
เอาแม่กุญแจมาคล้องไว้กับโซ่
เป็นเหมือนห่วงคล้องใจ
โยนกุญแจทิ้งไป
แปลว่าจะไม่มีใครมาพรากเราจากกัน
......อืมมมมม


ฉันพยายามจะเดินขึ้นให้ถึงยอด
แต่บันไดที่มันไม่เท่ากัน
และความชันที่ไม่เหมือนใคร
ทำเอาฉันเหงื่อตกตั้งแต่ก้าวที่สี่


ตอนแรกว่าจะล้มเลิกความตั้งใจ
แต่พ่อของใครบางคนบอกว่าเราต้องทำให้ได้
ฉันเลยฮึด...ด้วยอารมธ์กลัวเสียหน้าหรือเปล่าไม่รู้
เดิน เดิน เดิน
สุดท้ายฉันก็รู้ว่ามิตรภาพที่หายไป
มันกลับมาระหว่างทางนี่เอง
(หมายถึงระหว่างพ่อเขาและฉัน
ไม่ใช่เขาคนโน้น..ที่ฉันลืมไปแล้ว)


ศาลาน้อยกับใบไม้เปลี่ยนสี
ฉันเคยบอกไปหรือยังว่า
ฉันชอบดูใบไม้เวลามันมีหลายๆ สี
ฉันยืนดูอยู่นาน (เป็นข้ออ้างที่จะได้ไม่ต้องเดินต่อ)


มองกลับไปอีกที...
เห็นป้อมอันไกลๆ โน้นไหมคะ
นั่นแหละค่ะ..ความภูมิใจ..
เดินลากตัวเองขึ้นไปถึงนั่นได้


เดินกลับลงมาเห็นทหารหน้าตาบ๊องแบ๊ว
โถ...ยืนเฝ้ามานานเท่าไหร่แล้วเนี่ย..


แวะFriendship Store
อย่าหลวมตัวซื้อของจากที่นี่เชียว
แพงยิ่งกว่าราคาที่บอกตามตลาดอีก
ต่อก็ไม่ได้อีกต่างหาก


ฉันได้เรียนรู้ว่าการจะซื้อของที่นี่
ต้องต่ออย่างน้อย 70%
บางคนเขาบอกว่าน้อยไป
นั่นสิ...
ฉันถามราคากระเป๋าใบนึง 650 หยวน
ทายสิว่าต่อเหลือเท่าไหร่?

....

35 ค่ะ ท่าน
งงตัวเองว่าทำได้ไง


มาดูสุสานราชวงศ์หมิง
เด็กคนนี้นั่งอยู่คนเดียว
แล้วก็ร้องไห้
มีแต่คนยืนมอง


สุสานนี้ใหญ่มาก
ตั้งตามฮวงจุ้ยเป๊ะ
มีจักรพรรดิ์สิบสามองค์ฝังไว้ใกล้ๆ กัน
(ที่ว่าใกล้นี่เนื้อที่หลายพันไร่)
ยังไม่รวมที่ฝังของนางกำนัลทั้งหลาย
บางคนยังไม่ได้อยากตาย..ยังถูกฝังเลย


เดินขึ้นไปข้างบนไปดูป้ายหลุมศพ
แล้วได้รู้ว่าจริงๆ แล้วพระศพอยู่ใต้เท้าเราลึกลงไปหลายสิบเมตร


ขากลับแวะดู Acrobatics Show
ภาษาไทยว่าอะไรหนอ?
กายกรรม เปียงยางหรือเปล่า?


เป็นโชว์ที่น่าทึ่งมาก
ใครมาปักกิ่งควรมาดูของแท้


จบวันนี้ด้วยภาพเมื่อวาน
ฉันเก็บมาได้จากพระราชวังต้องห้าม
ไม่บรรยายดีกว่า...

.....................................................................................

ปักกิ่ง
23-27 ตุลาคม 2548

เนื่องจากวันหลังๆ ฉันเริ่มทำงานแล้ว
เลยไม่มีเวลาถ่ายรูปทำอะไรเท่าไหร่
เลยเอารูปเก็บตกตามข้างทางมาฝากแทน
เอาไว้รอวันสุดท้ายมีรูปกำแพงเมืองจีนอีกด้านหนึ่งมาให้ดู
มีคนหาว่าฉันบ้า
ไปกำแพงเมืองจีนสองทีในการไปปักกิ่งเที่ยวเดียว
แหม..แค่คนไปด้วยก็ต่างกันแล้ว...


กายกรรม ปักกิ่ง...


ตู้จดหมายสีเขียว
ไม่มีเวลาส่งโปสการ์ดหาใครเท่าไหร่
บางคนได้แค่โปสการ์ดเปล่าตีตราเท่านั้น


เขาว่าเขาขายยาจีน
สรรพคุณยาวเหยียด


มาปักกิ่งต้องกินเป็ดปักกิ่ง
หนังเป็ดเกรียมๆ กรอบ
สั่งมาสองตัว
ไม่ถึงเจ็ดนาที
เหลือแต่จานรูปเป็ด
(ยังดีที่ถ่ายรูปมาทัน)


ทำแป้งอะไรสักอย่าง
อยากลองกิน
แต่อิ่มมาจากเป็ดปักกิ่ง


หมั่นโถวข้างทาง


หนุ่มตี๋สองคนมองคนหน้าแปลกถ่ายรูป
มองไปมองมา เลยเล่นกล้องเสียเลย


สาวจีนสองคนนี้ยิ้มไม่ค่อยได้
เพราะเจ้าของร้านมองอยู่
สงสัยมีนโยบายห้ามยิ้ม


ค่ำคืน ดึกดื่น หนาวสั่นแค่ไหน
จักรยานก็ครองเมืองปักกิ่ง


ระบบขนส่งทันสมัย ใช้คนฉีกตั๋วก่อนเดินเข้าสถานี
สามหยวน(15บาท) ทั้งสาย ง่ายดี ไม่ยุ่งยาก


เด็กคนนี้ไม่ใส่ผ้าอ้อม
เพราะมีรูสะดวกทุกเวลา
(ตอนแรกนึกว่ากางเกงขาด
เกือบวิ่งไปเตือน
แต่มีคนบอกว่าเอาไว้สำหรับขับถ่ายจริงๆ)


โปสเตอร์ใบนี้ติดไว้ที่ออฟฟิศสาขาปักกิ่ง
ฉันทายว่าเป็นการต่อต้านการค้าเด็กผู้หญิง
หรือเกี่ยวกับความรุนแรงอะไรสักอย่าง
ใครรู้ภาษาจีนช่วยหน่อย


บรรยากาศการทำงานและห้องประชุม
คนต่างชาติรวมกัน20กว่าคน
มาจาก10ประเทศ
ฉันเป็นคนไทยคนเดียว
คิดถึงภาษาไทยแทบแย่


ไปแถลงข่าวที่ผับอังกฤษ
คนที่มาจากอังกฤษบ่นเกลียว
อุตส่าห์ข้ามน้ำข้ามทะเลมา
สุดท้ายมาเข้าผับบ้านตัวเอง


สาวสิงคโปร์กับหนุ่มฝรั่งเศส
กับอาหารจีนจานด่วน
คนจีนบ่นว่าไม่อร่อย ไร้รสชาติ
ในขณะที่คนต่างชาติบอกว่า อร่อยหลาย


หนุ่มออสเตรเลียทำงานอยู่อัฟกานิสถาน
หน้าตาเลยกลายพันธุ์เป็นแขกขาวไปแล้ว
เขาให้เหตุผลที่ไปทำงานที่นี่ว่า
เขามาจากเมลเบิร์นซึ่งเป็นเมืองที่สวยที่สุด
เขาอยากไปทำงานในประเทศที่ยากแค้นที่สุดบ้าง
ตอนแรกเลือกปาปัวนิกินี
แต่ไม่มีใครรับ...สงสัยหน้าตาจะให้ที่อัฟกานิสถานมากกว่า

.....................................................................................

กำแพงเมืองจีน
28 ตุลาคม 2548
ปักกิ่ง..วันสุดท้าย


เนื่องจากมีคนเจ็ดคนต้องกลับประเทศตัวเองวันนี้ตอนห้าโมง
และมีเวลาวันเดียวที่จะดูปักกิ่ง
เขาเลยตัดสินใจกันจะไปเที่ยวกำแพงเมืองจีน
ฉันไปมาแล้วเมื่อวันก่อน
ก็เลยไม่ตื่นเต้นเท่าไหร่
แต่สองคนในเจ็ดบอกว่า
สิ่งสำคัญของการไปกำแพงเมืองจีน
คือคนที่ไปด้วย...
ไม่รู้อีกเมื่อไหร่จะได้เจอกัน
แล้วไปกำแพงเมืองจีนกับเพื่อนเนี่ย...ไม่ควรพลาด
ไม่รู้ฉันหลงคารมอะไร
เลยกลายเป็นคนบ้า (ในสายตาคนบางคน)
"ยัยนี่ไปกำแพงเมืองจีนสองครั้งในการเที่ยวปักกิ่งครั้งเดียว"
นี่เป็นเหตุผลที่ทำให้ฉันบังคับตัวเองตื่นตอนตีห้า
เพื่อให้เที่ยวทันและกลับมาขึ้นเครื่องตอนห้าโมงเย็น


หลังจากนั่งหลับในรถมาเกือบสองชั่วโมง
เราก็มายืนหน้าง่วงกันหน้าป้าย


เรามีเวลาไม่มาก
การเดินขึ้นใช้เวลานานเกินไป
เลยต้องหาด้านที่มี cable carขึ้น
บางคนยังอิดเอื้อนอยากลองเดิน
ฉันลิ้มรสการเดินขึ้นมาแล้ว
เลยไม่ลังเลที่จะนั่งcable car


แปดโมงกว่าๆ ฟ้ายังไม่สว่าง
เราเป็นกลุ่มแรกที่ขึ้นมาเยี่ยมกำแพงเมืองจีนวันนี้


ไม่มีคนเลย...ตอนแรกฉันนึกว่าตรงนี้เป็นที่ที่คนไม่ค่อยมี
แต่จริงๆแล้วเป็นเพราะเรามาเช้ามากจริง
อากาศหนาวเป็นสองเท่าของข้างล่าง
ยังดีที่มีแดดเลยวิ่งได้เดินได้สบายใจ
ฉันเดินเอามือลูบกำแพงแล้วหลับตา
ความยิ่งใหญ่บางนี้..ฉันสัมผัสเป็นครั้งที่สองในชีวิต


บังคลาเทศ เนปาล อัฟกานิสถาน-ออสเตรเลีย
อิตาลี ปากีสถาน ไทย กัมพูชา
The Great Wall...Once in a life time!


หนุ่มเนปาลใจกล้า
อยากได้รูปสวยๆ กับฟ้าใสๆ บนกำแพงใหญ่ๆ


แต่ไม่ต้องปีนขึ้นไปบนกำแพงก็ได้รูปฟ้าเหมือนกัน


....สุดตา....


ฉันชอบการเดินบนกำแพงแบบไม่มีคนจริงๆ
หนุ่มอิตาลีคนนี้ก็ชอบเหมือนกัน
เดินไปร้องเพลงไป


ลงมาเจอที่ขายของ
เสื้อยืดสองตัว หนึ่งดอลล่าร์
แต่ถ้าจ่ายเป็นเงินหยวนแพงกว่า


แพนเค้ก Great Wall
แป้งทอดใส่ใข่ ใส่แป้งกรอบ ใส่ซอส ใส่ผักชีโรยหน้า
อาหารเช้าก่อนกลับ
ตอนแรกบอกว่า 50 หยวน
หนอยแน่ะ..กะจะเอาเปรียบคนหิวข้าวแต่เช้า
สุดท้ายเหลือ 5 หยวน
ค่อยน่ากินหน่อย
(แม้ว่าคนท้องถิ่นจะจ่ายถูกกว่านี้เยอะก็ตาม)


ตอนแรกเราว่าจะแบ่งกันกิน
แต่พอได้ลิ้มลองคนบางคนต้องวิ่งกลับไปซื้อของตัวเอง


สรุปว่าการเดินทางครั้งนี้
ฉันมีความสุขมาก
เรียกได้ว่าฉันมีความสุขกับตัวเอง
และการได้คุยกับเพื่อนใหม่ๆ
สนุกกับการใช้ภาษามือสื่อสาร
สนุกกับการต่อของ
สนุกกับความสวยงามรอบๆ
และมองโลกกว้างขึ้น
ฉันว่าฉันกลับมาเป็นคนเดิมแล้วล่ะ

ดีใจจริงๆ